094-9977532

หนังสือพิมพ์ Washington Post รายงานถึงบริษัท Crypto AG ในสวิสเซอร์แลนด์ว่าที่จริงแล้วเป็นหน้าฉากของ CIA และ BND (หน่วยงานข่าวกรองเยอรมัน) ที่ใช้บริษัทขายเครื่องเข้ารหัสที่แท้จริงแล้วออกแบบโดย NSA และวางช่องโหว่เอาไว้ภายใน จากนั้นขายให้รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกให้ใช้ส่งข้อมูลลับที่ทั้ง CIA และ BND จะถอดรหัสได้โดยง่าย และบริษัทเพิ่งเลิกกิจการไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง

Crypto AG ก่อตั้งโดย Boris Hagelin ชาวรัสเซียที่ลี้ภัยไปอยู่ในนอร์เวย์และลี้ภัยสงครามไปอยู่ในสหรัฐฯ ภายหลังเขาสร้างเครื่องเข้ารหัส Hagelin’s M-209 ที่สามารถพกพาไปได้ แม้การเข้ารหัสจะไม่แข็งแรงนักแต่ก็ปิดบังข้อความได้หลายชั่วโมงซึ่งเพียงพอต่อการใช้งาน กองทัพบกสหรัฐฯ สั่งซื้อ M-209 มูลค่าถึง 8.6 ล้านดอลลาร์ ภายหลัง Crypto ย้ายบริษัทไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์ และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตกลงกับ Crypto AG ให้ขายเครื่องรุ่นล่าสุดให้สหรัฐฯ เท่านั้น ส่วนรัฐบาลอื่นจะซื้อได้เฉพาะรุ่นเก่ากว่า

แต่ภายหลัง Crypto AG เริ่มขายเครื่องเข้ารหัสอิเล็กทรอนิกส์ที่ภายในออกแบบโดย NSA โดยกระบวนการเข้าหัสออกแบบให้การเจาะรหัสทำได้ง่ายเป็นพิเศษ พร้อมกับยกเลิกข้อจำกัดการขายเครื่องรุ่นล่าสุดให้รัฐบาลต่างชาติ ทำให้เครื่องเข้ารหัสอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในรัฐบาลนานาชาติ และเมื่ออายุมากขึ้น Hagelin ทั้ง CIA และ BND ก็เข้าซื้อบริษัทมาดำเนินกิจการต่อเองผ่านการถือหุ้นปิดบังเจ้าของที่แท้จริง

Crypto AG ทำกำไรได้สูงและรายได้เติบโตต่อเนื่อง ภายในปี 1975 บริษัทก็มีพนักงานถึง 250 คน ขณะที่รายชื่อชาติที่ Crypto AG จะขายเครื่องเข้ารหัสรุ่นปลอดภัยให้นั้นลดลงเรื่อยๆ ทำให้ CIA สามารถดักฟังได้แม้จะเป็นชาติพันธมิตรกับนาโต้ เช่น กรีซ และตุรกี

รายชื่อชาติที่ซื้ออุปกรณ์จาก Crypto AG นั้นมีถึง 120 ชาติ รวมถึงสหประชาชาติ โดยแถบเอเชียมี ไทย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม เป็นต้น

Crypto AG ปิดบริษัทไปเมื่อปี 2018 โดยขายทรัพย์สินและแบรนด์ออกทั้งหมด คาดว่ามีมูลค่า 50-70 ล้านดอลลาร์ โดยผู้ซื้อทรัพย์สินส่วนมากเป็นสองบริษัท คือ CyOne Security และ Crypto International ทั้งสองบริษัทปฎิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข่าวกรองใดๆ

ที่มา – Washington Post

No Description

เครื่องเข้ารหัส C-36 ของบริษัท Crypto AG

No Description

รายการสินค้าของบริษัทจนถึงปี 1990

ภาพจากวารสาร Crypto Magazine ฉบับปี 2009

Source: Blognone